การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ความมุ่งมั่นของเรา

บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ได้แสดงความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการดำเนินงานในทุกกระบวนการทางธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดยได้รวมถึงการประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งวางแผนเพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพในด้านผลกระทบทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อบริษัท บริษัทให้ความสำคัญในการดำเนินการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) เข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและได้ดำเนินการในหลากหลายด้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และการสนับสนุนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ควบคู่กับการเสริมสร้างความตระหนักรู้และความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เจ เอ็ม ที ในการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อโลกในปัจจุบัน พร้อมทั้งยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร รวมไปถึงการสร้างความยั่งยืนในทุกกระบวนการดำเนินงาน ไม่เพียงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในการมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

พนักงาน
ผู้บริหาร
ลูกค้าและผู้บริโภค
พันธมิตรและคู่ค้า
ชุมชนและสังคม
หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานการกำกับดูแล

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

SDG 7
พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
SDG 11
เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
SDG 12
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
SDG 13
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมาย

ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก

  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนลดลงอย่างน้อย ร้อยละ 1 ต่อปี
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2050 (2593)

ด้านการจัดการพลังงาน

  • ลดความเข้มข้นของปริมาณการใช้ไฟฟ้า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปีฐาน

ผลการดำเนินงาน

ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก

ในปี 2568 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และขอบเขต 2 รวม : 590.14 tCO2e (*ข้อมูลได้รับการทวนสอบความถูกต้องจากผู้ตรวจสอบภายนอก โดยบริษัท บีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้)

ด้านการจัดการพลังงาน

  • ในปี 2568 ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากภายนอกจำนวน 807,817.47 กิโลวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 73.75
  • ปริมาณการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Solar Rooftop) จำนวน 287,591.92 กิโลวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 26.25
  • ปริมาณรวมการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด 1,095,409.39 กิโลวัตต์ หรือคิดเป็น 69.14 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อปี

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทเล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการก๊าซเรือนกระจก จึงริเริ่มโครงการต่างๆเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ

จึงได้ริเริ่มรณรงค์ให้มีการลดการใช้ทรัพยากร และพลังงานภายในบริษัท การเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานหมุนเวียนแทนการใช้พลังงานจากฟอสซิล การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในโครงการ Climate Care Platform กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อแสดงถึงความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมต่างภายในองค์กร ซึ่งมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2593

ในแง่ของการดำเนินการ บริษัทได้ริเริ่มโครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยหนึ่งในโครงการที่สำคัญ คือ การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถใช้ได้อย่างยั่งยืน และไม่มีผลกระทบจากการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการต่างๆอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ บริษัทได้บูรณาการการใช้พลังงานหมุนเวียนในสาขาต่างๆทั่วประเทศ เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและสนับสนุนการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานโดยเน้นการใช้งานอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งโครงการเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การลดการใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ของบริษัท เช่น การใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ ระบบปรับอากาศ และระบบไฟส่องสว่างในอาคาร ผ่านการควบคุมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดการสูญเสียพลังงานที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างไม่จำเป็น นอกจากนี้ บริษัทได้ริเริ่มการลดการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่สร้างมลพิษหรือใช้พลังงานสูงเกินความจำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้พลังงานของบริษัท เพื่อการรักษาอัตราการลดใช้พลังงานที่ซื้อจากภายนอกลงต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมกิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกโอกาสที่ทำได้

ในด้านการจัดการทรัพยากร บริษัทพัฒนาระบบบริหารจัดการของเสียอย่างครบวงจร โดยมุ่งสู่การเป็นองค์กร Zero Waste ด้วยการลดการใช้วัสดุที่ก่อให้เกิดขยะ เช่น การรณรงค์ให้เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิล นอกจากนี้ บริษัทได้ปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่พนักงานในองค์กร ผ่านการให้ความรู้และการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชีวิตประจำวัน

ด้วยมาตรการทั้งหมดนี้ บริษัทมีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนในทุกกระบวนการดำเนินงาน ไม่เพียงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความตระหนักรู้และความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ผลกระทบความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แม้บริษัทจะไม่ได้ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง แต่ลักษณะการดำเนินงานของบริษัทซึ่งพึ่งพาอาคารสำนักงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และกิจกรรมภาคสนาม เช่น การติดตามหนี้และการตรวจสอบทรัพย์ ทำให้บริษัทมีความเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรง (Scope 1) และทางอ้อม (Scope 2) ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และความต่อเนื่องทางธุรกิจของบริษัทในระยะยาว

มิติของผลกระทบทางกายภาพ (Physical)

เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เช่น น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน หรือไฟป่า อาจส่งผลต่อสำนักงาน สาขา และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การดำเนินงานหยุดชะงักและเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กิจกรรมภาคสนามอาจดำเนินการได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติยังอาจกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์และกระแสเงินสดของบริษัท ทั้งนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในสำนักงาน การบริหารจัดการเส้นทางการเดินทางเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง และการส่งเสริมการทำงานผ่านระบบดิจิทัล ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมขององค์กร และเสริมสร้างบทบาทของบริษัทในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ควบคู่กับการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) และการประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความสูญเสียทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น

มิติของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition)

การออกกฎหมายหรือมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล อาจเพิ่มต้นทุนด้านการจัดเก็บข้อมูล การรายงาน และการบริหารจัดการความเสี่ยง นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาพลังงานและเชื้อเพลิงอาจส่งผลต่อต้นทุนกิจกรรมภาคสนามของบริษัท

ขณะเดียวกัน หากบริษัทไม่บูรณาการประเด็นสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงและการบริหารพอร์ตลูกหนี้ เช่น การไม่ประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้ในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายคาร์บอนต่ำ อาจทำให้บริษัทเผชิญความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การนำประเด็นสภาพภูมิอากาศเข้าสู่ระบบบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้ในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นด้านคาร์บอน และการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ช่วยสนับสนุนการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจโดยรวม เพิ่มความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสีย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน