การบริหารความเสี่ยง
ความมุ่งมั่นของเรา
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย ทั้งจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบและกฎหมาย การแข่งขันในอุตสาหกรรม ไปจนถึงปัจจัยภายในองค์กร เช่น กระบวนการทำงานที่อาจมีช่องโหว่ หรือความผิดพลาดที่เกิดจากการปฏิบัติงาน ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม ความเสี่ยงเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบที่ร้ายแรงต่อการดำเนินงานและชื่อเสียงขององค์กร
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว คณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัทได้กำหนดให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์องค์กร และผนวกเข้ากับการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยได้วางนโยบายและระเบียบปฏิบัติที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการระบุความเสี่ยง การประเมินผลกระทบ การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง และการกำหนดมาตรการเพื่อลดหรือควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
นอกจากนี้ บริษัทได้ส่งเสริมให้การบริหารความเสี่ยงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร โดยสร้างความเข้าใจและความตระหนักในเรื่องการบริหารความเสี่ยงแก่พนักงานทุกระดับ ผ่านการอบรม การประชุม และการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมในการระบุความเสี่ยงและร่วมกันพัฒนามาตรการป้องกันที่เหมาะสม ความมุ่งมั่นในลักษณะนี้ช่วยเสริมสร้างความรับผิดชอบร่วมกันภายในองค์กร และส่งเสริมการทำงานในเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนักลงทุน คู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ว่าบริษัทสามารถจัดการกับปัจจัยความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในระยะยาว บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) จึงยึดมั่นในหลักการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและยั่งยืน เพื่อรักษาความมั่นคงขององค์กรและสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในทุกมิติของการดำเนินงาน
ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
SDG 8
SDG 12
SDG 16

แนวทางการบริหารจัดการ
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดีในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ โดยได้นำหลักการบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM: Enterprise Risk Management) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มาปรับใช้เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของบริษัทและบริษัทย่อย
แนวทางดังกล่าวอ้างอิงจากกรอบการบริหารความเสี่ยงที่พัฒนาโดย COSO (The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีความครอบคลุมและได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการจัดการความเสี่ยงในองค์กรระดับโลก เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงของบริษัทประสบผลสำเร็จอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับขององค์กรต่างมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยการปฏิบัติตามนโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงอย่างยั่งยืน
โครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยง
บริษัทได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงองค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจให้บรรลุตามกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่วางไว้ ตลอดจนสนับสนุนการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงได้กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางและกรอบการดำเนินงานสำหรับทุกหน่วยงานของบริษัทและบริษัทย่อย
- คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริม กำกับดูแลบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบที่รุนแรงต่อบริษัท
- คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นอิสระสอบทานระบบความคุมภายใน สื่อสารกับคณะกรรมการบริหาร และรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับความเสี่ยง
- คณะกรรมการบริหาร มีหน้าที่พิจารณาความเห็นชอบนโยบายการบริหารความเสี่ยง ติดตามการพัฒนา กระบวนการ และประเมินความเสี่ยง รวมถึงสื่อสาร ประสานงานกับคณะกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับความเสี่ยงที่สำคัญ
- ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีหน้าที่จัดทำ ทบทวน ระเบียบเรื่องการบริหาความเสี่ยงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีแผนจัดการความเสี่ยงที่เพียงพอเหมาะสม
- เจ้าหน้าที่บริหารกฎหมาย / หน่วยงานกำกับ มีหน้าที่จัดให้มีกรอบ แผนงาน กระบวนการในการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงาน เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาอนุมัติ และสนับสนุน ติดตามการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานในความรับผิดชอบ
- ผู้ตรวจสอบภายใน มีหน้าที่สอบทานระบบควบคุมภายใน การปฎิบัติงานการบริหารความเสี่ยง
- หัวหน้างานและพนักงาน มีหน้าที่ระบุ วัด ควบคุม ติดตาม รายงานความเสี่ยง และร่วมจัดทำแผนความเสี่ยงทำไปปฎิบัติ
กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง
บริษัทดำเนินการประเมินและติดตามประเด็นความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในทุกมิติ กระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัทถูกออกแบบให้มีความเป็นระบบและครอบคลุม เพื่อให้สามารถระบุ วิเคราะห์ และจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
ทั้งนี้ บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายขององค์กร พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว ประกอบด้วย 8 ขั้นตอน ดังนี้
-
1
กำหนดกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ (Strategy and Objective Setting)
กำหนดกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงกำหนดกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ หรือวัตถุประสงค์ของงานที่ทำให้ชัดเจนสอดคล้องกับนโยบาย เป้าหมาย กลยุทธ์และความเสี่ยงที่ยอมรับได้
-
2
ระบุความเสี่ยง (Identifies Risks)
ผู้รับผิดชอบหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานพึงทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงและระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยทั้งภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งอาจเป็นเหตุการณ์ทั้งที่เป็นผลดีและผลเสียต่อการบรรลุวัตถุประสงค์
-
3
ประเมินความรุนแรงของความเสี่ยง (Assesses Severity of Risk)
ผู้รับผิดชอบหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานพึงประเมินความเสี่ยงจากความถี่หรือความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ (Likelihood) และความรุนแรงของผลกระทบจากเหตุการณ์ (Impact) ที่อาจจะเกิดขึ้น
-
4
จัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง (Prioritizes Risks)
ผู้รับผิดชอบหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานควรจัดลำดับความสำคัญและความรีบด่วนในการบริหารจัดการความเสี่ยงซึ่งกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและมีความสำคัญต่อการดำเนินตามกลยุทธ์ และวัตถุประสงค์ ควรต้องได้รับการบริหาร จัดการความเสี่ยงเป็นลำดับแรกและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและมีความสำคัญลำดับรองควรได้รับการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นลำดับต่อไป
-
5
ดำเนินการตอบสนองความเสี่ยง (Implements Risk Responses)
ผู้รับผิดชอบหน่วยงานรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงพิจารณาวิธีการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยคำนึงถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ต้นทุนที่เกิดขึ้นกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ การตอบสนองความเสี่ยงอาจเลือกวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายวิธีรวมกัน เพื่อลดระดับความถี่หรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ และความรุนแรงของผลกระทบจากเหตุการณ์
-
6
พัฒนาข้อมูลการบริหารความเสี่ยง (Develops Portfolio View)
ผู้รับผิดชอบหน่วยงาน รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงพัฒนาการบริหารความเสี่ยง โดยบูรณาการปัจจัยเสี่ยงความเสี่ยง และความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการบริหารความเสี่ยงร่วมกัน
-
7
สอบทานและแก้ไขปรับปรุง (Review and Revision)
ผู้รับผิดชอบหน่วยงานรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงจัดให้มีการติดตามความเสี่ยงและสอบทานผลการบริหารความเสี่ยงและแก้ไขปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงได้นำไปประยุกต์ใช้ในทุกระดับของบริษัทอย่างเหมาะสม และความเสี่ยงที่มีผลกระทบที่สำคัญต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทได้รับการรายงานต่อผู้รับผิดชอบ
-
8
ติดตามและประเมินผล (Monitoring)
ผู้รับผิดชอบหน่วยงานรวมทั้งผู้ปฏิบัติงานพึงจัดให้มีการติดตามและทบทวนการบริหารความเสี่ยง สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงร่วมกันและรายงานการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหารอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการให้สอดคล้องตามหลักการกำกับดูแลกิจการแนวปฏิบัติที่ดีรวมทั้งกฎระเบียบ ข้อกำหนดของทางการ และหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล เพื่อให้นโยบายการบริหารความเสี่ยงเป็นปัจจุบัน เหมาะสมกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลง บริษัทจึงกำหนดให้มีการทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง
การบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ
แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ “Business Continuity Plan (BCP)” เพื่อให้ฝ่ายงานต่างๆ ในบริษัทสามารถนำไปใช้ในการตอบสนองและปฏิบัติงานในภาวะวิกฤติหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ทั้งที่เกิดจากภัย ธรรมชาติ อุบัติเหตุ หรือการมุ่งร้ายต่อองค์กร โดยไม่ให้ภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวนั้นส่งผลให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากองค์กรไม่มีกระบวนการรองรับในระหว่างที่องค์กรเกิดภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน อาจส่งผลกระทบต่อหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านการให้บริการ ด้านสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม ไปตลอดจนชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน เป็นต้น
ดังนั้น การจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด และทำให้กระบวนการที่สำคัญ (Critical Business Process) สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างปกติ หรือตามระดับการให้บริการที่กำหนดไว้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อหน่วยงานได้
เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ดังกล่าว ให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยง จัดลำดับประเด็นความเสี่ยง และวางแผนการจัดการอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีการปรับใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจในเหตุการณ์สมมติ เพื่อนำผลที่ได้จากการซ้อมไปปรับปรุงและทบทวนแผน ตลอดจนตรวจสอบความสามารถของบุคลากรและประสิทธิภาพของแผนในการตอบสนองต่อภาวะวิกฤติ โดยมีกระบวนการบริหารจัดการดังนี้
-
1
ประเมินผลกระทบที่ได้รับจากภาวะวิกฤต
เพื่อเตรียมแผนการล่วงหน้าและพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง
-
2
จัดตั้งทีมงานบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
เพื่อให้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ของบริษัทสามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้รับผิดชอบการดำเนินที่ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนของการแก้ไขสถานการณ์
-
3
วิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจ
มีการจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบในเชิงคุณภาพและจัดกระบวนการทำงานที่ต้องเร่งให้ความสำคัญ เพื่อให้บริษัทได้รับการฟื้นฟู หรือคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด
-
4
กระบวนการแจ้งเหตุฉุกเฉิน Call Tree
การแจ้งเหตุฉุกเฉินแก่สมาชิกของทีมงานแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP Team) ให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกแต่ละชุดจัดเตรียมแผนรับมือต่อภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้ข้อมูลพื้นฐานของเหตุการณ์ที่รับทราบร่วมกัน ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน
-
5
แผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและฟื้นฟูสถานการณ์
ดำเนินการฟื้นฟูสถานการณ์ให้ได้รับการฟื้นฟู หรือคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด
-
6
การทบทวนและปรับปรุงแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
กำหนดให้ฝ่ายจัดการปรับปรุงข้อมูลใน “แผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan : BCP)” ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันเป็นประจำ ทุกปี
การจัดการภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ “Business Continuity Plan (BCP)” ใช้รับรองสถานการณ์กรณีเกิดภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่สำนักงานหรือภายในหน่วยงาน ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องเตรียมแผนการล่วงหน้าและพร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงได้พิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ดังนี้
เหตุการณ์อุทกภัย
เหตุการณ์อัคคีภัย
เหตุการณ์ไฟฟ้าดับ
เหตุการณ์ชุมนุมประท้วง / จลาจล
เหตุการณ์ก่อการร้าย
เหตุการณ์โรคระบาด / โรคติดต่อรุนแรง
การบริหารจัดการกระบวนการหลักของธุรกิจ (Key Business Functions)
เพื่อเป็นการรับมือต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติต่าง ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ บริษัทจึงได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการกระบวนการหลักของธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องแม้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมืออาชีพ รวดเร็วและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทจึงได้กำหนดแนวทางไว้ดังนี้
-
1
ระบบการจัดการบริหารลูกค้า
1.1 รองฐานข้อมูลลูกค้าบน Cloud หรือเซิร์ฟเวอร์สำรองที่มีมาตรฐานสูง พร้อมทั้งวางแผนการสำรองข้อมูลเป็นระยะตามช่วงเวลาที่เหมาะสม
1.2 เตรียมแผนการสำรองข้อมูลลูกค้าผ่านไฟล์ Excel เพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง เพื่อป้องกันกรณีที่เครือข่ายระบบอินเตอร์เน็ตขัดข้อง
1.3 กำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าเฉพาะส่วนงานเกี่ยวข้องเท่านั้น เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลในสถานการณ์ฉุกเฉิน
-
2
ระบบโทรศัพท์เพื่อติดตามหนี้
2.1 ตรวจเช็คคุณภาพโทรศัพท์เพื่อติดตามหนี้ให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ
2.2 เปิดช่องทางสื่อสารออนไลน์อย่างเป็นทางการระหว่างพนักงานและลูกค้า และมีการแจ้งช่องทางดังกล่าวแก่ลูกค้าให้รับทราบอยู่เสมอ ในกรณีที่สถานการณ์นั้นไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์เพื่อการติดตามหนี้ได้
-
3
ระบบการรับชำระหนี้และบันทึกผลการติดตามหนี้
3.1 สื่อสารช่องทางการรับชำระที่เป็นทางการของบริษัทให้ลูกค้ารับทราบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากผู้แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบใช้สถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นเรียกรับผลประโยชน์จากลูกค้า
3.2 จัดทำแบบฟอร์มบันทึกผลการติดตามหนี้ชั่วคราวด้วยระบบ Google Sheet เพื่อการสื่อสารข้อมูลของลูกค้าระหว่างกันภายในทีมให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่ไม่สามารถใช้งานระบบติดตามหนี้ได้
-
4
การบริการลูกค้าและศูนย์ช่วยเหลือ
4.1 สำนักงานใหญ่และเจ้าหน้าที่ติดตามหนี้ประจำสาขา ต้องสื่อสารและติดตามสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างอยู่เสมอ เพื่อการรับรู้สถานการณ์ที่ถูกต้องตรงกันอยู่เสมอ เตรียมพร้อมสำหรับการชี้แจ้งสถานการณ์ต่อลูกค้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
4.2 เตรียมความพร้อมในการมอบหมายเจ้าหน้าที่ ที่มีทักษะด้านการรับฟังและการสื่อสารอย่างมืออาชีพ เพื่อดูแลตอบข้อซักถามและสื่อสารกับลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาการสื่อสารและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
-
5
ระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล
5.1 เตรียมแผนการบันทึกเวลาการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน
5.2 เตรียมแผนการตรวจเช็คจำนวนและสถานะพนักงานอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานของบริษัทยังอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย และพร้อมเข้าช่วยเหลือพนักงานเมื่อมีเหตุการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วน
5.3 เตรียมรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานประจำเดือนเพิ่มเติมอีก 1 ช่องทางสำรอง ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินจ่ายค่าตอบแทนตามรูปแบบปกติได้
การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความยั่งยืน
ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์กำกับดูแล ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อน ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ย่อมเผชิญกับความเสี่ยงที่หลากหลายและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ การบริหารความเสี่ยงจึงมิใช่เพียงเครื่องมือในการลดความสูญเสีย แต่เป็นกลไกสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งสะท้อนถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยั่งยืนในระยะยาว สำหรับเจ เอ็ม ที การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดกลยุทธ์องค์กร โดยความเสี่ยงที่สำคัญอาจส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพพอร์ตสินทรัพย์ ประสิทธิภาพในการจัดเก็บหนี้ ระดับความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และเสถียรภาพทางการเงินขององค์กร การบริหารความเสี่ยงจึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ รอบด้าน และมุ่งเน้นเชิงรุก โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
บริษัทดำเนินการบริหารความเสี่ยงภายใต้แนวทาง Enterprise Risk Management (ERM) ตามกรอบมาตรฐาน COSO Framework ครอบคลุมความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ การเงิน ปฏิบัติการ กฎหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนความเสี่ยงด้านความยั่งยืน อาทิ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการติดตามหนี้ บริษัทบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับระบบการกำกับดูแลกิจการ โดยมีคณะกรรมการที่กำกับดูแลด้านความเสี่ยงโดยเฉพาะ กำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ และกลไกติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์อย่างยั่งยืน
ความเสี่ยงด้านการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA
เจ เอ็ม ที มีความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA เนื่องจากธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ต้องเก็บ ใช้ และประมวลผลข้อมูลลูกหนี้และผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมถึงข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ผ่านหลายระบบและหน่วยงาน ความเสี่ยงอาจเกิดจากการควบคุมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลไม่เหมาะสม ความผิดพลาดของพนักงาน การใช้ผู้ให้บริการภายนอก ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือการปฏิบัติไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การรั่วไหลหรือการใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์ ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านกฎหมายและค่าปรับทางการเงิน
แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง
- จัดทำกรอบกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ครอบคลุมนโยบาย บทบาทหน้าที่
- และหลักเกณฑ์การใช้ข้อมูล
- ยกระดับการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงและความมั่นคงปลอดภัยของระบบข้อมูล
- กำกับดูแลผู้ให้บริการและคู่ค้าให้ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด
- เสริมสร้างความตระหนักพนักงานและเตรียมความพร้อมรับเหตุละเมิดข้อมูล
ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะและประสบการณ์เฉพาะด้าน
เจ เอ็ม ที มีความเสี่ยงจากการขาดแคลนและการรักษาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) เช่น ด้านการวิเคราะห์พอร์ตหนี้ การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเทคโนโลยีสารสนเทศ การแข่งขันในตลาดแรงงาน การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์
และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้การสรรหาและพัฒนาบุคลากรเป็นไปอย่างท้าทาย ขณะที่การลาออกในตำแหน่งสำคัญหรือการพึ่งพาบุคลากรหลัก อาจกระทบต่อความต่อเนื่อง ของงาน คุณภาพการตัดสินใจ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจ ต้นทุนด้านบุคลากร และความสามารถในการเติบโตของบริษัท
แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง
- จัดทำกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคล กำหนดทักษะสำคัญและแผนกำลังคน
- ให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจ
- ยกระดับการพัฒนาและรักษาบุคลากรผ่านการ Upskill/Reskill และแผนสืบทอดตำแหน่งสำหรับตำแหน่งสำคัญ
- เสริมสร้างแรงจูงใจและปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาบุคลากรหลัก
ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เจ เอ็ม ที มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในมิติของผลกระทบทางกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Transition Risk) แม้ว่าธุรกิจหลักของบริษัทจะเป็นการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ซึ่งไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงโดยตรง แต่ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อฐานลูกหนี้ ทรัพย์สินที่บริหารจัดการ และความต่อเนื่องในการดำเนินงานของบริษัท ในด้านผลกระทบทางกายภาพ เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือพายุ อาจกระทบสถานที่ปฏิบัติงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และทรัพย์สินรอการขาย
รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านคุณภาพพอร์ตสินทรัพย์และกระแสเงินสดของบริษัท รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวดขึ้น อาจส่งผลต่อข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล ESG การบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล และความคาดหวังของ นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย หากบริษัทไม่สามารถพัฒนาระบบข้อมูล กลยุทธ์ และกระบวนการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว อาจกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น ต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง
- ติดตามและประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ ครอบคลุมผลกระทบทางกายภาพ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และข้อกำหนดทางกฎหมาย พร้อมนำผลการประเมินมาปรับกลยุทธ์และแผนธุรกิจให้เหมาะสม
- จัดทำและทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ เสริมความแข็งแรงของทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานและต้นทุนในระยะยาว
- บูรณาการประเด็นสภาพภูมิอากาศในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการลงทุน พัฒนาระบบข้อมูล การกำกับดูแล และการเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง พร้อมสื่อสารความคืบหน้าอย่างโปร่งใสแก่ผู้มีส่วนได้เสีย
ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน
เจ เอ็ม ที มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนจากลักษณะธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับลูกหนี้ พนักงาน และคู่ค้า โดยเฉพาะกระบวนการติดตามหนี้ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ และการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล หากดำเนินการไม่เหมาะสม อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นส่วนตัว และการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมของลูกหนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการปฏิบัติต่อพนักงานและการกำกับดูแลคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ หากไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านกฎหมายในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง
- กำหนดนโยบายและความมุ่งมั่นด้านสิทธิมนุษยชนระดับกลุ่ม สอดคล้องกับหลักสากล และสื่อสารไปยังพนักงานและคู่ค้าตลอดห่วงโซ่คุณค่า
- ดำเนินกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (HRDD) อย่างเป็นระบบ เพื่อระบุ ป้องกัน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานขององค์กรและคู่ค้า
- จัดให้มีกลไกรับข้อร้องเรียนและการเยียวยาที่เข้าถึงได้ พร้อมส่งเสริมความรู้และความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชนในองค์กร
ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชัน
เจ เอ็ม ที มีความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันจากการดำเนินธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อพอร์ตหนี้ การจำหน่ายทรัพย์สิน และการทำงานร่วมกับคู่ค้าและผู้ให้บริการภายนอก ความเสี่ยงอาจเกิดจากการรับหรือให้สินบน ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอาจกระทบต่อความโปร่งใส ชื่อเสียง และก่อให้เกิดความเสียหายทางกฎหมายและการเงิน หากระบบควบคุมภายในไม่เพียงพอ
แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง
- กำหนดนโยบายและกรอบการต่อต้านการทุจริตระดับกลุ่ม ครอบคลุมผู้บริหาร พนักงาน และคู่ค้า
- เสริมสร้างระบบควบคุมภายใน การอนุมัติ และการตรวจสอบ พร้อมบริหารความเสี่ยงด้านคู่ค้าอย่างเหมาะสม
- ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรด้านจริยธรรม และจัดให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียน พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
ความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและความเป็นธรรมทางการเงิน
เจ เอ็ม ที ดำเนินธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเข้าถึงบริการทางการเงินและการจัดการภาระหนี้ของลูกค้า ความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและความเป็นธรรมทางการเงินจึงเกิดจากการกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ กระบวนการติดตามหนี้ ตลอดจนการสื่อสารกับลูกหนี้ ที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความสามารถในการชำระหนี้ที่แท้จริงของลูกค้า หากการดำเนินงานไม่เหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดข้อร้องเรียน การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล ความเสื่อมเสียด้านชื่อเสียง และผลกระทบทางการเงินของบริษัท โดยเฉพาะต่อกลุ่มลูกค้าที่มีความเปราะบางทางการเงิน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลภายใต้หลักการให้สินเชื่อและบริหารหนี้อย่างรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด
ความเสี่ยงดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก ทั้งภาวะเศรษฐกิจ กฎระเบียบ และโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน โดยระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ ทำให้ลูกหนี้จำนวนมากมีภาระหนี้หลายแหล่งและมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง เพิ่มโอกาสการผิดนัดชำระและความซับซ้อนในการปรับโครงสร้างหนี้ ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการทวงถามหนี้ ส่งผลให้บริษัทต้องเพิ่มความรอบคอบในการกำหนดเงื่อนไขและกระบวนการติดตามหนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจบริหารหนี้ เจ เอ็ม ที จึงมีบทบาทสำคัญในการบริหารความเสี่ยงดังกล่าวอย่างเหมาะสม โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพทางธุรกิจและความเป็นธรรมต่อลูกหนี้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียและเสถียรภาพ ในระยะยาวขององค์กร
แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง
- กลุ่มเจมาร์ทกำหนดกรอบการกำกับดูแลด้านความเป็นธรรมทางการเงิน และมีการกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บริษัทย่อยดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดนโยบายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและจริยธรรมทางธุรกิจ การกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง การจัดให้มีระบบรับเรื่องร้องเรียนและติดตามผลในระดับกลุ่ม และการรายงานสถานะความเสี่ยงต่อคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ
- ติดตามตัวชี้วัดด้านข้อร้องเรียน ความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดแนวปฏิบัติการติดตามหนี้ที่สอดคล้องกับกฎหมายและหลักจริยธรรม ส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ ติดตามและวิเคราะห์ข้อร้องเรียนอย่างเป็นระบบ และอบรมเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง
การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่
ความเสี่ยงด้านการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้โดยขาดกรอบการกำกับดูแลที่เพียงพอ
เจ เอ็ม ที มีความเสี่ยงจากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในหลายกระบวนการของธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ทั้งด้านการวิเคราะห์พอร์ตหนี้ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ การคาดการณ์พฤติกรรมลูกหนี้ การจัดลำดับความสำคัญในการติดตามหนี้ ตลอดจนการใช้ระบบโทรอัตโนมัติในการติดต่อลูกหนี้ในกรณีที่ติดต่อยากหรือจำเป็นต้องโทรซ้ำหลายครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บหนี้ แม้การใช้ AI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการตัดสินใจเชิงข้อมูล แต่หากขาดกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความโปร่งใสของผลลัพธ์
รวมถึงความเหมาะสมของรูปแบบและความถี่ในการติดต่อกับลูกหนี้ ทังนี้การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินจำนวนมากในระบบ AI หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เพียงพอ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การเกิดอคติของโมเดล (Algorithmic Bias) หรือการตัดสินใจที่ไม่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและความคาดหวังของสังคม ความไม่แน่นอนของกรอบกฎหมายและแนวปฏิบัติด้าน AI ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลและชื่อเสียงขององค์กรในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง
- กำหนดกรอบการกำกับดูแลด้าน AI ระดับกลุ่ม เพื่อกำหนดหลักการ ขอบเขต และความรับผิดชอบในการใช้งานให้สอดคล้องกับกฎหมาย จริยธรรม และกลยุทธ์องค์กร
- บริหารความเสี่ยงด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัว โดยกำหนดมาตรการควบคุมการใช้ข้อมูลกับระบบ AI ให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
- ควบคุมคุณภาพและความโปร่งใสของการใช้ AI โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจที่มีผลต่อผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ถูกต้อง เป็นธรรม และสามารถอธิบายได้
- ส่งเสริมความรู้และการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมติดตามและปรับปรุงแนวทางให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลง
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
เจ เอ็ม ที มีความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ สภาพคล่องในระบบการเงิน และต้นทุนทางการเงินของบริษัท ความเสี่ยงดังกล่าวเป็นความเสี่ยงเชิงมหภาคที่อาจกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และระดับความเสี่ยงด้านเครดิตในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวหรือมีความผันผวนสูง อาจเพิ่มอัตราการผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลต่อคุณภาพพอร์ตสินทรัพย์ อัตราการจัดเก็บหนี้ (Recovery Rate) และกระแสเงินสดของบริษัท ขณะเดียวกัน ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและตลาดเงินอาจเพิ่มต้นทุนทางการเงิน และกระทบต่อความสามารถในการลงทุนซื้อพอร์ตหนี้ใหม่หรือบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกจึงมีผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ และความสามารถในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตของเจ เอ็ม ที ในระยะยาว
แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง
- ติดตามและประเมินความเสี่ยงเชิงมหภาคอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาทิศทางอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ กำลังซื้อ และคุณภาพหนี้ เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์และแผนธุรกิจให้เหมาะสม
- บริหารสภาพคล่องและโครงสร้างเงินทุนอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนของต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนการดำเนินงานในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน
- ทบทวนการลงทุนและการขยายธุรกิจโดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ พร้อมบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต ลูกหนี้ และคู่ค้าอย่างใกล้ชิด
- เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและควบคุมต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ