การระบุประเด็นที่เป็นสาระสำคัญของธุรกิจ
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) จัดกระบวนการจัดลำดับความสำคัญในประเด็นที่สำคัญ โดยการพิจารณาประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อบริษัททั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชน
ประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในทุกกลุ่ม บริษัทได้จัดลำดับความสำคัญตามการพิจารณาผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทและผู้มีส่วนได้เสีย ดังต่อไปนี้

มิติสิ่งแวดล้อม
-
1การจัดการทรัพยากร
-
2การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
-
3ความหลากหลายทางชีวภาพ

มิติสังคม
-
4สิทธิมนุษยชน
-
5การดูแลและเสริมสร้างศักยภาพพนักงาน
-
6การมีส่วนร่วมกับชุมชน

มิติเศรษฐกิจ
-
7ผลตอบแทนที่ยั่งยืน
-
8มาตรฐานการให้บริการและการสื่อสารที่เป็นธรรม
-
9การคุ้มครองข้อมูลและระบบสารสนเทศ
-
10นวัตกรรมและเทคโนโลยี
-
11การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
-
12การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน
-
13การกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมาย
การทบทวนประเด็นสำคัญ
บริษัทดำเนินการทบทวนประเด็นสาระสำคัญเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงสอดคล้องกับบริบทธุรกิจ กลยุทธ์องค์กร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่เปลี่ยนแปลงไป โดยพิจารณาทั้งมิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสที่อาจส่งผลต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท ผลการทบทวนถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบก่อนการเปิดเผยในรายงานความยั่งยืนประจำปี ทั้งนี้ บริษัทมีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนต่อคณะกรรมการอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อสนับสนุนการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง และจัดทำรายงานผลการดำเนินงานในภาพรวมเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดเผยข้อมูลต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
การระบุและประเมินประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (“JMT”) ดำเนินการจัดลำดับประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืนโดยยึดหลัก ความมีนัยสำคัญของผลกระทบ เพื่อระบุและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อเศรษฐกิจ สังคม และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นผลกระทบจากกิจกรรมขององค์กรตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยในกระบวนการมีรายละเอียดการระบุและประเมินประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืนดังนี้
1. การทำความเข้าใจบริบทองค์กร
บริษัทวิเคราะห์บริบทองค์กรทั้งภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) โดยพิจารณาปัจจัยภายใน ได้แก่ โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ ระบบบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน การปฏิบัติตามกฎหมาย นโยบายการติดตามหนี้อย่างเป็นธรรม และระบบบริหารจัดการข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ควบคู่กับปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและคุณภาพสินเชื่อ กฎหมายและการกำกับดูแลของภาครัฐ มาตรฐานอุตสาหกรรม ความคาดหวังของสังคม และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ดังกล่าวครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การประมูลพอร์ตหนี้ การบริหารและติดตามหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ ไปจนถึงการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อทำความเข้าใจเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท
2. การระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นและที่อาจเกิดขึ้น
บริษัทระบุผลกระทบทั้งเชิงลบและเชิงบวกที่เกิดขึ้นแล้ว และที่อาจเกิดขึ้น จากกิจกรรมของบริษัทและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยพิจารณาผลกระทบต่อสิทธิและศักดิ์ศรีของลูกหนี้ ความเป็นธรรมในการให้บริการ คุณภาพชีวิต ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของผู้เกี่ยวข้อง และความเชื่อมั่นของสังคม การระบุผลกระทบดำเนินการผ่านการรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนจากผู้มีส่วนได้เสีย การวิเคราะห์เหตุการณ์ที่ผ่านมา การทบทวนข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการหารือภายในกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ บริษัทพิจารณาว่าผลกระทบดังกล่าวเกิดจากการดำเนินงานของบริษัทโดยตรง มีส่วนสนับสนุน หรือเชื่อมโยงผ่านความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
3. การประเมินผลกระทบ
บริษัทประเมินระดับนัยสำคัญของผลกระทบโดยใช้เกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่ โอกาสเกิด ขนาดความรุนแรงของผลกระทบ ขอบเขตของผลกระทบ และความสามารถในการเยียวยา ในการประเมินผลกระทบเชิงลบ บริษัทให้ความสำคัญกับระดับความรุนแรงของผลกระทบเป็นหลัก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรม ขณะที่ผลกระทบเชิงบวกจะพิจารณาจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ ความต่อเนื่องของผลลัพธ์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของผู้เกี่ยวข้อง
4. การจัดลำดับและกำหนดประเด็นสาระสำคัญ
บริษัทนำผลการประเมินมาจัดลำดับความสำคัญ โดยประเด็นที่มีระดับผลกระทบสูงหรือมีขอบเขตกว้างต่อผู้มีส่วนได้เสียจะถูกกำหนดเป็นประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน ประเด็นดังกล่าวถูกนำไปกำหนดแนวทางบริหารจัดการ ตัวชี้วัด และการเปิดเผยข้อมูลในรายงานความยั่งยืน รวมทั้งรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง